🫀

Thai Heart Failure CPG HFCT 2019 / 2024

แนวทางเวชปฏิบัติภาวะหัวใจล้มเหลว สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ & 4 เสาหลัก GDMT

🔍 ระบบประเมินการวินิจฉัยและจำแนกประเภทภาวะหัวใจล้มเหลว (Diagnostic Criteria & Classification)

อ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว พ.ศ. 2562 ชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย (HFCT) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ

1. เกณฑ์การวินิจฉัย Framingham Criteria

รอการประเมิน

การวินิจฉัย HF ต้องมี: 2 Major criteria หรือ 1 Major + 2 Minor criteria

Major Criteria (เกณฑ์หลัก):
Minor Criteria (เกณฑ์รอง - ต้องไม่เกิดจากโรคอื่น):
เลือกอาการเพื่อตรวจความเข้าได้กับเกณฑ์ Framingham

2. จำแนกชนิดตามการบีบตัวของหัวใจ (LVEF Phenotypes)

%
HFrEF (LVEF ≤ 40%) ลดลงรุนแรง

Heart Failure with reduced Ejection Fraction: มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนในการใช้ 4 เสาหลัก GDMT (ARNI/ACEI, Beta-blocker, MRA, SGLT2i) เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและการนอนโรงพยาบาล

การตรวจ Natriuretic Peptides (BNP / NT-proBNP):
• ผู้ป่วยนอก (Non-acute): NT-proBNP ≥ 125 pg/mL หรือ BNP ≥ 35 pg/mL บ่งชี้ภาวะหัวใจล้มเหลว
• ผู้ป่วยเฉียบพลัน (Acute): NT-proBNP cutoff แยกตามอายุ (<50 ปี: >450, 50-75 ปี: >900, >75 ปี: >1,800 pg/mL) หรือ BNP ≥ 100 pg/mL
💊 เครื่องคำนวณและปรับขนาดยา 4 เสาหลัก (The 4 Pillars of GDMT for HFrEF)

แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้เริ่มยาทั้ง 4 กลุ่มโดยเร็วทันทีที่ผู้ป่วยคงที่ (Clinically stable/Euvolemic) และค่อยๆ ปรับขนาดยาขึ้น (Up-titration) ทุก 2–4 สัปดาห์ จนถึงขนาดยาเป้าหมาย (Target dose)

กรอกข้อมูลสัญญาณชีพและค่าแล็บเพื่อประเมินความปลอดภัยของยา:

เสาหลักที่ 1 ปลอดภัย
ARNI / ACEI / ARB
ยายับยั้งระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน
เสาหลักที่ 2 ปลอดภัย
Evidence Beta-Blocker
ยาปิดกั้นตัวรับบีตา 3 ชนิดหลัก
เสาหลักที่ 3 ปลอดภัย
MRA (Aldosterone Antagonist)
ยาต้านตัวรับแอลโดสเตอโรน
เสาหลักที่ 4 ปลอดภัย
SGLT2 Inhibitor
ลดเสียชีวิต & นอน รพ. ในทุกระดับ EF
⚠️ ข้อควรระวังสูงสุดเรื่องการเปลี่ยนยา (ACEI → ARNI Washout Period):
หากผู้ป่วยเดิมรับประทานยาในกลุ่ม ACEI (เช่น Enalapril, Ramipril) และจะเปลี่ยนมาเป็น ARNI (Sacubitril/Valsartan) ต้องหยุดยา ACEI ให้ครบอย่างน้อย 36 ชั่วโมง ก่อนเริ่มรับประทาน ARNI มื้อแรก เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดบวมเฉียบพลันที่ทางเดินหายใจ (Fatal Angioedema)

ยากลุ่มอื่นๆ ตามข้อบ่งชี้เฉพาะ (Specific Second-Line Agents):

Ivabradine (5 mg bid → max 7.5 mg bid):
ใช้ใน HFrEF (LVEF ≤ 35%) ที่มี Sinus rhythm และ HR ≥ 70 bpm แม้ได้รับ Beta-blocker ขนาดเต็มที่แล้ว หรือทนผลข้างเคียงของ BB ไม่ได้
Digoxin (0.125 - 0.25 mg OD):
ช่วยบรรเทาอาการใน HFrEF หรือควบคุม Ventricular response ในผู้ป่วยที่มี Atrial Fibrillation (AF) ร่วมด้วย (ติดตาม Serum Digoxin 0.5-0.9 ng/mL)
Hydralazine + ISDN:
พิจารณาในผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนยากลุ่ม ARNI/ACEI/ARB ได้เนื่องจากไตเสื่อมรุนแรง หรือเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงมาก
💧 การประเมินภาวะบวมคั่งน้ำและการใช้ยาขับปัสสาวะ (Congestion & Loop Diuretics Management)

เป้าหมายของการใช้ยาขับปัสสาวะคือ ขจัดภาวะน้ำคั่ง (Decongestion) โดยใช้ขนาดยาต่ำสุดที่ควบคุมอาการได้ ยาขับปัสสาวะช่วยบรรเทาอาการแต่ไม่ลดอัตราการเสียชีวิต

1. ประเมินระดับความรุนแรงของภาวะน้ำคั่ง (Congestion Profile)

2. การเทียบขนาดยาขับปัสสาวะและการดื้อยา (Diuretic Resistance)

ตัวยาขับปัสสาวะ ขนาดยาเทียบเท่า (Equiv Dose) Bioavailability ระยะเวลาออกฤทธิ์
Furosemide Oral 40 mg ~50% (10-90%) 6 - 8 ชั่วโมง
Furosemide IV 20 mg 100% 2 ชั่วโมง
Torsemide Oral 20 mg ~80 - 100% 12 - 16 ชั่วโมง
Bumetanide Oral/IV 1 mg ~80 - 100% 4 - 6 ชั่วโมง
แนวทางแก้ไขภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ (Sequential Nephron Blockade):
  1. เพิ่มขนาดยา IV Furosemide เป็น 2 เท่าของขนาดยากินเดิม หรือเปลี่ยนเป็น IV continuous infusion
  2. เพิ่ม Thiazide diuretics (เช่น Hydrochlorothiazide 25–50 mg หรือ Metolazone 2.5–5 mg) 30–60 นาทีก่อนให้ Loop diuretic เพื่อยับยั้งการดูดกลับโซเดียมที่ Distal tubule
  3. ใช้ SGLT2 inhibitors ร่วมด้วย ซึ่งมีฤทธิ์ Osmotic diuresis โดยไม่กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก
  4. ในรายที่ดื้อยาและมีภาวะไตวายรุนแรง ให้พิจารณาทำ Ultrafiltration (CRRT / IHD)
🚨 แนวทางการดูแลรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure & Stevenson Profiles)

การประเมินผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยตามลักษณะทางโลหิตพลศาสตร์ (Perfusion vs Congestion: Stevenson Classification) พร้อมการค้นหาและแก้ไขสาเหตุชักนำ (CHAMPIT)

ตารางจำแนก 4 Stevenson Hemodynamic Profiles:

Profile A: Warm & Dry (สบายดี/ไม่บวม) Compensated

ลักษณะ: Perfusion ดี (มือเท้าอุ่น ความดันปกติ) และไม่มีภาวะน้ำคั่ง (ปอดไม่มี crepitation, JVP ปกติ)
การรักษา: ปรับยาและเพิ่มขนาดยา 4 เสาหลัก GDMT อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องให้ยาขับปัสสาวะขนาดสูง

Profile B: Warm & Wet (พบบ่อยที่สุด ~80%) Congested

ลักษณะ: มือเท้าอุ่น ความดันโลหิตปกติหรือสูง แต่น้ำคั่งชัดเจน (น้ำท่วมปอด, บวม, JVP สูง)
การรักษาหลัก:
1. IV Loop Diuretics: ให้ Furosemide IV 1-2.5 เท่าของขนาดยาเดิมทางหลอดเลือดดำ
2. Vasodilators: หาก SBP > 110 ให้ IV Nitroglycerin เพื่อลด Preload/Afterload
3. ออกซิเจน (Oxygen therapy หรือ Non-invasive ventilation: BiPAP/CPAP ถ้ามีหายใจเหนื่อยหอบ)

Profile C: Cold & Wet (อันตรายสูงสุด) Cardiogenic Shock

ลักษณะ: มือเท้าเย็น ซีด สับสน ปัสสาวะออกน้อย SBP มัก < 90 ร่วมกับมีน้ำคั่งในปอด
การรักษาหลัก:
1. Inotropes: Dobutamine หรือ Milrinone เพื่อเพิ่ม Cardiac output
2. Vasopressor: Norepinephrine หากความดันโลหิตต่ำมากจนเสี่ยงต่ออวัยวะขาดเลือด
3. ระวังการให้ยาขับปัสสาวะอย่างรวดเร็ว (อาจทำให้ความดันโลหิตตกหนักขึ้น)
4. ส่งต่อเข้า ICU / เตรียมพิจารณาใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจ (IABP / ECMO / Impella)

Profile L: Cold & Dry (ขาดน้ำ/ความดันตก) Hypovolemic

ลักษณะ: มือเท้าเย็น ความดันต่ำ แต่ไม่มีอาการบวมคั่งน้ำ (มักเกิดจากการได้ยาขับปัสสาวะมากเกินไป)
การรักษาหลัก:
• Fluid Challenge: ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวัง (เช่น NSS 250-500 mL ช้าๆ)
• หยุดหรือลดยาขับปัสสาวะชั่วคราว และประเมินอาการซ้ำ

สาเหตุชักนำที่ต้องค้นหาและแก้ไขเร่งด่วน (CHAMPIT Rule):

C - Acute Coronary Syndrome (ACS):
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG และ Troponin ทันทีเพื่อพิจารณาฉีดสีสวนหัวใจ (CAG/PCI)
H - Hypertension Emergency:
วิกฤตความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ให้ยาขยายหลอดเลือดทางหลอดเลือดดำ (IV Nicardipine / NTG)
A - Arrhythmia:
หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Rapid AF, VT/VF ทำ Cardioversion ทันทีหากมีภาวะ Instability
M - Mechanical Cause:
ลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน (Acute MR/AR) หรือผนังกล้ามเนื้อหัวใจแตก (VSR, Papillary muscle rupture) ส่งผ่าตัดด่วน
P - Pulmonary Embolism (PE):
ลิ่มเลือดอุดกั้นหลอดเลือดปอดเฉียบพลัน พิจารณาให้ Anticoagulant หรือ Thrombolysis
I / T - Infection & Tamponade:
การติดเชื้อรุนแรง (Sepsis, ปอดอักเสบ) หรือน้ำคั่งกดบีบหัวใจ (Cardiac Tamponade) ให้เจาะระบายน้ำออก
⚡ การรักษาด้วยอุปกรณ์ฝังในร่างกายและการดูแลภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูง (Devices & Advanced HF)

ข้อบ่งชี้การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (ICD), เครื่องกระตุ้นการบีบตัวพร้อมเพรียง (CRT), และเกณฑ์ส่งต่อผู้ป่วย Advanced Heart Failure

1. ข้อบ่งชี้การใส่เครื่องกระตุกหัวใจและกระตุ้นการบีบตัว (ICD / CRT)

ICD (Implantable Cardioverter-Defibrillator):
• Primary Prevention: ผู้ป่วย HFrEF ที่มี LVEF ≤ 35% แม้จะได้รับยา GDMT เต็มที่อย่างน้อย 3 เดือนแล้ว และมี NYHA Class II–III มีอายุขัยคาดหมายเกิน 1 ปี
• กรณี Ischemic Heart Disease: ต้องพ้นระยะ 40 วันหลังเกิด Acute MI
• Secondary Prevention: ผู้ที่รอดชีวิตจาก VT/VF หรือมี Hemodynamically unstable VT
CRT (Cardiac Resynchronization Therapy: CRT-P / CRT-D):
• Class I Indication: ผู้ป่วย Sinus rhythm ที่มี LVEF ≤ 35% ร่วมกับ LBBB (Left Bundle Branch Block) และความกว้างของ QRS duration ≥ 150 ms (หรือ 130-149 ms) และยังมีอาการ NYHA Class II–IV แม้ได้ GDMT เต็มที่แล้ว
• ช่วยปรับจังหวะการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายและขวาให้พร้อมเพรียง เพิ่ม LVEF และลดอัตราการเสียชีวิต

2. สัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูง (I NEED HELP Criteria)

เมื่อพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อพิจารณาการรักษาขั้นสูง (MCS / LVAD / ปลูกถ่ายหัวใจ):

  • I - Inotropes: จำเป็นต้องได้ยาบำรุงหัวใจชนิดหยดต่อเนื่อง (Dobutamine / Milrinone)
  • N - NYHA Class: อาการรุนแรงระดับ Class IIIb - IV ต่อเนื่อง
  • E - End-organ dysfunction: ไตหรือตับเสื่อมลงอย่างชัดเจน (Cardiorenal / Cardiohepatic syndrome)
  • E - Ejection fraction: LVEF ต่ำมาก (< 20-25%)
  • D - Defibrillator shocks: มีเครื่อง ICD ทำงานกระตุกไฟฟ้าซ้ำๆ
  • H - Hospitalization: ต้องนอนโรงพยาบาลด้วย HF ซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในรอบ 1 ปี
  • E - Edema escalation: น้ำคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะปรับเพิ่มยาขับปัสสาวะขนาดสูงแล้ว
  • L - Low BP: ความดันโลหิตต่ำเรื้อรัง (SBP < 90-100 mmHg) จนไม่สามารถทนยา GDMT ได้
  • P - Prognostic medication down-titration: ต้องลดยาหรือหยุดยา GDMT (ARNI, BB, MRA) เนื่องจากความดันต่ำหรือไตเสื่อม
👥 การจัดการโรคร่วมและยากลุ่มพิเศษ (Comorbidities & High-Risk Populations)

แนวทางการดูแลรักษาโรคร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว (โรคไต, หัวใจเต้นสั่นพริ้ว AF, ภาวะขาดธาตุเหล็ก, และยาที่ควรหลีกเลี่ยง)

1. โรคไตเรื้อรังและภาวะโพแทสเซียมสูง (CKD & Hyperkalemia)

• การเพิ่มขึ้นของ Creatinine ชั่วคราว: การเริ่มยา ARNI/ACEI/SGLT2i อาจทำให้ Creatinine เพิ่มขึ้นได้ถึง 30% หรือ eGFR ลดลงเล็กน้อย หากไม่มีสัญญาณน้ำเกินหรือปัสสาวะออกน้อย ให้รับประทานยาต่อได้
• การจัดการภาวะ Hyperkalemia: หาก K+ ขึ้น > 5.5 mEq/L ให้ทบทวนอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ลดยา MRA และพิจารณาใช้ยากลุ่มจับโพแทสเซียมในลำไส้รุ่นใหม่ (เช่น Sodium Zirconium Cyclosilicate: Lokelma หรือ Patiromer) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยา GDMT ต่อได้โดยไม่ต้องหยุดยาถาวร

2. ภาวะหัวใจเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation with HF)

• การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Prevention): คำนวณคะแนน CHA2DS2-VASc หากได้ตั้งแต่ 1 ในชาย หรือ 2 ในหญิง แนะนำให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยแนะนำ DOACs (Apixaban, Rivaroxaban, Dabigatran, Edoxaban) เหนือกว่า Warfarin
• Rate Control: ใช้ Beta-blocker เป็นตัวเลือกแรก หากยังคุมไม่ได้ให้ใช้ Digoxin ร่วมด้วย (เป้าหมาย Resting HR < 100–110 bpm)
• หลีกเลี่ยงเด็ดขาด: ยา Calcium channel blockers กลุ่ม Non-DHP (เช่น Verapamil, Diltiazem) เพราะมีฤทธิ์กดการบีบตัวของหัวใจ (Negative inotrope) รุนแรง

3. ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Screening)

• เกณฑ์วินิจฉัย Iron Deficiency ใน HF:
- Serum Ferritin < 100 ng/mL หรือ
- Serum Ferritin 100–299 ng/mL ร่วมกับ Transferrin Saturation (TSAT) < 20% (แม้จะไม่มีภาวะซีด Anemia ก็ตาม)
• การรักษา: แนะนำให้ ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ (IV Ferric Carboxymaltose หรือ IV Iron Isomaltoside) ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการลดการนอนโรงพยาบาลและเพิ่มสมรรถภาพทางกาย (ยากินธาตุเหล็กมักดูดซึมได้ไม่ดีใน HF)

4. รายการยาที่ห้ามใช้หรือควรระวังเป็นพิเศษใน HF

• NSAIDs & COX-2 Inhibitors: ทำให้เกิดภาวะคั่งน้ำ ไตวายเฉียบพลัน และต้านฤทธิ์ยาขับปัสสาวะ
• Non-DHP CCB (Verapamil, Diltiazem): ห้ามใช้ใน HFrEF เนื่องจากลดการบีบตัวของหัวใจ
• Thiazolidinediones (Pioglitazone): ทำให้บวมคั่งน้ำรุนแรง เสี่ยงต่อการเกิดหัวใจล้มเหลวกำเริบ
• Class I Antiarrhythmic Drugs (Flecainide, Propafenone): เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
🏡 การส่งเสริมการดูแลตนเองและคลินิกหัวใจล้มเหลว (Patient Self-Care & Multidisciplinary Clinic)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต การชั่งน้ำหนัก การจำกัดเกลือและน้ำ เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำและการนอนโรงพยาบาล

⚖️
1. การชั่งน้ำหนักตัวทุกวัน (Rule of 2)

• ชั่งน้ำหนักทุกเช้า หลังปัสสาวะ ก่อนรับประทานอาหารเช้า โดยใช้เครื่องชั่งเดิมและจดบันทึกไว้
• กฎเตือนภัย (Rule of 2): หากน้ำหนักเพิ่มขึ้น มากกว่า 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน แสดงว่าเริ่มมีภาวะน้ำคั่ง ต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือปรับยาขับปัสสาวะตามแผนที่ตกลงไว้

🧂
2. การจำกัดโซเดียมและน้ำดื่ม

• จำกัดโซเดียม: น้อยกว่า 2 กรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาไม่เกิน 3-4 ช้อนชาต่อวัน) หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของหมักดอง
• จำกัดน้ำดื่ม: ในผู้ป่วยที่มีอาการบวมชัดเจนหรือมีโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) แนะนำจำกัดน้ำ 1.5 - 2.0 ลิตรต่อวัน

💉
3. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค

• วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine): ฉีดเป็นประจำทุกปี
• วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine): แนะนำในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวทุกรายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงในปอดที่กระตุ้นให้หัวใจวายกำเริบ

🚨 สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องมาโรงพยาบาลทันที:
• เหนื่อยหอบรุนแรงขณะพัก หรือนอนราบไม่ได้เลย
• มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก ใจสั่น
• เป็นลม หน้ามืด หมดสติ (Syncope)
• ปัสสาวะออกน้อยลงอย่างชัดเจน หรือขาทั้งสองข้างบวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
📋 สร้างบันทึกเวชระเบียนคลินิกและแผนการนัดหมาย (EMR Clinical Note & Follow-up Plan)

ระบบจะรวบรวมข้อมูลการวินิจฉัย การจัดกลุ่ม 4 เสาหลัก GDMT และแผนการติดตามผลเพื่อคัดลอกลงระบบ HOSxP หรือเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์

ข้อความบันทึกเวชระเบียน (EMR Note):

        

📅 แผนการตรวจติดตามมาตรฐาน (Standard Monitoring Schedule):

  • ตรวจเลือดดูการทำงานของไตและเกลือแร่ (BUN, Cr, eGFR, K+): ภายใน 1–2 สัปดาห์ หลังเริ่มยาหรือปรับเพิ่มขนาดยากลุ่ม ARNI, ACEI, ARB และ MRA
  • การนัดติดตามปรับขนาดยา (Up-titration): ทุก 2–4 สัปดาห์ ในช่วงที่ยังปรับเพิ่มขนาดยา GDMT สู่เป้าหมาย
  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจซ้ำ (Repeat Echocardiogram): หลังได้รับยา GDMT เต็มที่อย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อประเมินการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (LVEF Recovery) และข้อบ่งชี้ของ ICD/CRT
คัดลอกข้อมูลสำเร็จ